กระทรวงสาธาณสุข โดยกรมการแพทย์ร่วมกับสมาคมวิชาชีพที่เกี่ยวข้อง ผู้แทนคณะแพทยศาสตร์จากมหาวิทยาลัย และหน่วยงานวิชาการต่างๆ ได้จัดทำแนวทางการรักษาผู้ป่วยโรคไวรัสโคโรน่า2019 เพื่อเป็นแนวทางให้แพทย์และบุคลากรทางการแพทย์ใช้ประกอบการตัดสินใจในการรักษาผู้ป่วย โดยแบ่งผู้ป่วยเป็น 2 กลุ่มคือ
1.ผู้ป่วยเด็ก(น้ำหนักตัวน้อยกว่า 40 กิโลกรัม)การดูแลและใช้ยารักษาแบ่งเป็น 3 ระดับ
2.ผู้ป่วยวัยผู้ใหญ่(น้ำหนักตัวมากกว่า 40 กิโลกรัม)การดูแลและใช้ยารักษาแบ่งเป็น 5 ระดับ
แนวทางการรักษา คือ แนวทางการดูแลและการใช้ยารักษาผู้ที่มีผลตรวจยืนยันทางห้องแลปว่าติดเชื้อไวรัสโคโรน่า2019 ทุกคนรวมทั้งหมดตั้งแต่ผู้ที่มีอาการและไม่แสดงอาการ
สารบัญ
- การตรวจหาเชื้อไวรัส COVID-19เพื่อหาผู้ติดเชื้อ
- แนวทางการดูแลและใช้ยารักษา Covid 19 ในผู้ป่วยวัยผู้ใหญ่ 5 ระดับ
- แนวทางการดูแลและใช้ยารักษา Covid 19 ในผู้ป่วยเด็ก 3 ระดับ
- สรุป
การตรวจหาเชื้อไวรัส COVID-19เพื่อหาผู้ติดเชื้อ
หลักการควบคุมการระบาดของโรคติดต่อมีหัวใจสำคัญอยู่ที่การค้นหาผู้ที่เป็นโรคหรือติดเชื้อและแยกผู้ป่วยออกจากประชากรที่ยังไม่ติดเชื้อให้เร็วและมากที่สุด ตลอดจนควบคุมและกำจัดเชื้อในผู้ป่วยไม่ให้แพร่ระบาดออกไป สำหรับการตรวจวินิจฉัยเพื่อหาผู้ติดเชื้อไวรัสCOVID-19 แบ่งเป็น 2 แบบดังนี้
อ่านเพิ่มเติมคลิ๊ก : ไวรัสCOVID-19
แบบที่ 1 การตรวจหาสารพันธุกรรมของไวรัส ( Nucleic acid amplification test,NAAT) มี 2 วิธี
- Real Time RT-PCR
- Rapid NAAT
แบบที่ 2 การตรวจหาภูมิคุ้มกันร่างกาย (Serology test) มี 2 วิธี
- ELISA
- Rapid diagnostic test kit
Real Time RT-PCR
RT-PCR ย่อมาจาก Reverse Transcription Polymerase Chain Reaction
Polymerase คือ เอนไซม์ที่ทำให้เกิดการต่อสายDNAหรือRNAจากสายเดิม
Chain reaction คือ ปฏิกิริยาลูกโซ่
PCR คือ ปฏิกิริยาที่มีการสร้างสาย Nucleotide (สายยีนหรือสายพันธุกรรม) ต่อเนื่องไปเรื่อยๆ
วิธีนี้เป็นวิธีที่องค์การอนามัยโรคแนะนำเพราะมีความไวและความแม่นยำสูงสามารถตรวจจับเชื้อไวรัสในปริมาณน้อยได้ การตรวจจะใช้การเก็บสารคัดหลั่งจากทางเดินหายใจส่วนล่างมากกว่าส่วนบน เพราะจะได้ปริมาณเชื้อไวรัสที่มีปริมาณมากกว่าเพียงพอที่จะไม่ทำให้เกิดความผิดพลาดในการตรวจ โดยจะต้องเก็บตัวอย่างสารคัดหลั่งนี้ในระบบเก็บความเย็นและส่งตรวจในห้องปฏิบัติการเฉพาะ (Lab) ใช้เวลาในการตรวจประมาณ 3-5 ชั่วโมง ค่าใช้จ่ายอยู่ที่ประมาณ 2,500-10,000 บาท เป็นวิธีตรวจมาตรฐานที่ใช้ในการวินิจฉัยเพื่อการรักษาตั้งแต่ระยะแรกของการเกิดโรคและใช้ติดตามผลการรักษาได้
Rapid NAAT
ชื่อเต็มคือ Rapid Nucleic acid amplification test เป็นวิธีที่ใช้หลักการเดียวกันกับวิธี Real Time RT-PCR การตรวจต้องใช้ตัวอย่างสารคัดหลั่งจากทางเดินหายใจส่วนล่างและต้องทำในห้องปฏิบัติการเฉพาะ (Lab) แต่จะมีความไวและแม่นยำน้อยกว่าบ้างเล็กน้อย แต่ใช้เวลาในการตรวจน้อยกว่าคือ 50-65 นาทีเท่านั้น ค่าใช้จ่ายประมาณ 600-700 บาทเท่านั้น
ELISA
ชื่อเต็มคือ Enzyme-Linked Immunosorbent Assay เป็นวิธีที่ใช้หลักการที่อาศัยปฏิกิริยาระหว่างแอนติเจนและแอนติบอดี้ หรือการตรวจหาภูมิคุ้มกันแอนติบอดี้ (IgM&IgG) การตรวจวิธีนี้ทำได้หลังจากได้รับเชื้อมาแล้วสักระยะหนึ่งประมาณ10-14 วัน หรือเริ่มมีอาการป่วย 5-7 วัน ถ้าได้ผลบวกต้องตรวจยืนยันโดยวิธีมาตรฐานอีกครั้ง แต่ถ้าได้ผลลบอาจจำเป็นนต้องกลับมาตรวจซ้ำใหม่อีกครั้ง
แอนติเจน (antigen) คือ สิ่งแปลกปลอมหรือจุลชีพที่สามารถชักนำกระตุ้นให้ร่างกายสร้างแอนติบอดี้ (antibody) และตัวมันเองจะทำปฏิกิริยาจำเพาะกับแอนติบอดี้นั้นๆ
แอนติบอดี้(antibody) คือ โปรตีนที่ร่างกายสร้างขึ้นมาจากพลาสมาเซลล์เมื่อมันถูกกระตุ้นโดยแอนติเจน
การตรวจต้องใช้สารตัวอย่างคือเลือดของกลุ่มตัวอย่างและส่งตรวจในห้องปฏิบัติการเฉพาะ (Lab) ใช้เวลาประมาณ 90 นาที ค่าใช้จ่ายประมาณ 600-1200.-ต่อครั้ง แต่สามารถตรวจวิเคราะห์ได้หลายตัวอย่างต่อครั้ง จึงเป็นวิธีที่เหมาะกับการตรวจศึกษาระบาดวิทยามากกว่าตรวจวินิจฉัย ทำให้สอบสวนหาแหล่งกำเนิดและที่มาของการแพร่ระบาดของเชื้อได้
Rapid Diagnostic Test Kit
เป็นวิธีที่ใช้หลักการเหมือน ELISA แต่สะดวกกว่ามากเพราะไม่ต้องใช้ห้องปฏิบัติการเฉพาะ ไม่ต้องใช้บุคลากรเชี่ยวชาญเฉพาะ ใช้เวลาน้อยมากแค่ 15 นาที ค่าใช้จ่ายประมาณ 300-500 บาทต่อครั้ง เป็นวิธีที่นำมาใช้เพื่อควบคุมโรคเชิงรุกได้อย่างดีเพราะจะเป็นการมือคัดกรองหาผู้ติดเชื้อเบื้องต้นอย่างรวดเร็วได้ตลอดจนใช้สำหรับศึกษาระบาดวิทยาของโรคเช่นเดียวกับ ELISA
Chula COVID-19 Strip Test หรือ BAIYA Rapid Covid-19 IgM/IgG test kit เป็นเครื่องมือชุดทดสอบที่คิดค้นโดยอาจารย์คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ใช้การเก็บตัวอย่างเลือดจากปลายนิ้ว
(รายละเอียดดูเพิ่มเติมคลิ๊กที่นี่ >Chula Covid-19 strip test รู้ผลใน 10 นาที )
วิธีการตรวจแต่ละวิธีมีความแตกต่างกันตั้งแต่การเก็บตัวอย่างเพื่อตรวจหาเชื้อ ความแม่นยำเที่ยงตรงในแต่ละวิธีมีปัจจัยเรื่องช่วงเวลาที่เหมาะสมในการเก็บตัวอย่างเพื่อตรวจหาเชื้อด้วย มาตรฐานของเครื่องมือและน้ำยาตรวจก็เป็นปัจจัยที่มองข้ามไม่ได้ น้ำยาตรวจที่มาจากแหล่งผลิตต่างกันจะให้ผลที่แตกต่างกัน การแปลผลและสรุปผลตรวจต้องทำโดยบุคคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุขเท่านั้น
แนวทางการดูแลและใช้ยารักษา Covid 19 ในผู้ป่วยวัยผู้ใหญ่ 5 ระดับ
-ระดับที่ 1 การดูแลรักษาผู้ป่วยที่ไม่มีอาการ( Asymptomatic Mild case)
-ระดับที่ 2 การดูแลรักษาผู้ป่วยที่มีอาการไม่รุนแรง ( Mild case )
-ระดับที่ 3 การดูแลรักษาผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรงน้อยแต่มีภาวะความเสี่ยง( Mild case in high risk group )
-ระดับที่ 4 การดูแลรักษาผู้ป่วยที่มีอาการไม่รุนแรง แต่มีภาวะปอดอักเสบ (Mild Pneumonia case)
-ระดับที่ 5 การดูแลรักษาผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรง มีภาวะปอดอักเสบและมีภาวะความเสี่ยงร่วมด้วย( Pneumonia case in high risk group)
ระดับที่ 1 ผู้ป่วย Covid-19ที่ไม่มีอาการ
-ผู้ป่วยที่ไม่มีภาวะความเสี่ยง ไม่มีอาการรุนแรง ให้รักษาตามอาการเหมือนไข้หวัดทั่วไป ไม่จำเป็นต้องให้ยาต้านไวรัส เนื่องจากผู้ป่วยส่วนมากในกลุ่มนี้หายเองได้
-ต้องเฝ้าระวังติดตามใกล้ชิดในโรงพยาบาล 2-7 วัน ถ้าไม่มีอาการใดๆแล้ว ให้แยกผู้ป่วยไปพักต่อที่หอผู้ป่วยเฉพาะกิจจนครบ 14 วัน นับจากวันที่เริ่มป่วย
-หลังจากวันที่ 14 อนุญาตให้ผู้ป่วยกลับไปพักฟื้นต่อที่บ้านได้แต่แนะนำให้สวม surgical mask ตลอดจนครบ 30 วันนับจากวันที่เริ่มป่วย ในระหว่างนี้ต้องดูแลสุขภาพตนเองเป็นพิเศษรวมถึงการเว้นระยะห่างจากบุคคลในครอบครัวด้วย
ระดับที่ 2 ผู้ป่วย Covid-19ที่มีอาการไม่รุนแรง
-การดูแลเฝ้าระวังติดตามเหมือนกรณีที่ 1 ทุกประการ และให้ยาต่อไปนี้ติดต่อกัน5 วัน มี 3 ตัวเลือกใช้อย่างใดอย่างหนึ่งตามความเหมาะสมกับผู้ป่วยแต่ละราย ดังต่อไปนี้
- Darunavir600mg./ritonavir100mg.
- Lopinavir200mg./ritonavir50mg.
- Azithromycin250mg.
ระดับที่ 3 ผู้ป่วยCovid-19ที่มีอาการไม่รุนแรงแต่มีภาวะความเสี่ยง
ผู้ป่วยที่มีปัจจัยความเสี่ยงอย่างใดอย่างหนึ่งต่อไปนี้
-อายุมากว่า60ปี
-มีเม็ดเลือดขาว Lymphocyteในเลือดต่ำ
-มีภาวะเกี่ยวกับโรคปอดเรื้อรังอยู่
-มีภาวะเกี่ยวกับโรคไตเรื้อรังอยู่
-มีภาวะหัวใจล้มเหลว
-มีภาวะอ้วน
-มีภาวะโรคตับแข็ง
-มีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่องอื่นๆอยู่
แนะนำให้มีการใช้ยา 2 ชนิดร่วมกันติดต่อกัน 5 วัน ดังนี้
ยาชนิดที่ 1 : Lopinavir/Ritonavir (200mg./50mg.) หรือ Darunavir/Ritonavir (600mg./100 mg.)
ยาชนิดที่ 2 : Azithromycin250mg.
แต่ถ้ามีภาวะปอดอักเสบให้เพิ่มยาชนิดที่ 3 Favipiravir200mg. เป็นระยะเวลา 5-10 วัน ร่วมด้วย
ระดับที่ 4 ผู้ป่วยCovid-19ที่มีอาการไม่รุนแรงไม่มีภาวะความเสี่ยงแต่มีภาวะปอดอักเสบ
การดูแลรักษาและการใช้ยาเหมือนกรณีที่ 3 ทุกประการ
ระดับที่ 5 ผู้ป่วย Covid-19ที่มีภาวะปอดถูกทำลายรุนแรง มีภาวะความเสี่ยงร่วมด้วย
การดูแลรักษาและใช้ยา จะใช้ยาทั้ง 3 ตัวที่กล่าวมาข้างต้นร่วมกันเป็นระยะเวลา 10 วันเป็นอย่างน้อย ยกเว้นยาชนิดที่ 3 Favipiravir ใช้แค่ 10 วัน ในผู้ป่วยโรคตับทำงานบกพร่องต้องมีการปรับขนาดยาลดลง แต่ไม่ต้องปรับขนาดยาในผู้ป่วยโรคไต ห้ามใช้ในหญิงตั้งครรภ์และผู้ที่มีประวัติแพ้ยากลุ่มนี้ ยาตัวนี้อาจมีผลทำให้เกิดการแพ้แบบรุนแรงได้ในผู้ป่วยบางราย และทำใหตับอักเสบ ไตอักเสบเฉียบพลันได้
ยา Favipiravir มีข้อควรระวังการใช้ยาในผู้ป่วยกลุ่มโรคเกาต์หรือผู้ที่มีระดับกรดยูริคในเลือดสูง ผู้ป่วยเด็ก และ ผู้ป่วยหญิงให้นมบุตร
แนวทางการดูแลและใช้ยารักษา Covid 19 ในผู้ป่วยเด็ก 3 ระดับ
-ระดับที่ 1 ผู้ป่วยเด็กอายุมากกว่า 5 ปี และอาการไม่รุนแรง ไม่มีภาวะปอดอักเสบ
-ระดับที่ 2 ผู้ป่วยเด็กที่อาการไม่รุนแรง แต่อายุน้อยกว่า 5 ปีและมีภาวะเสี่ยงอื่นๆร่วมด้วย
-ระดับที่ 3 ผู้ป่วยเด็กที่มีอาการรุนแรง มีภาวะปอดอักเสบ
ระดับที่ 1
การดูแลและใช้ยารักษาให้เป็นแนวทางเดียวกับการรักษาผู้ใหญ่ในระดับที่ 2 แต่ให้มีการปรับขนาดยาตามน้ำหนักตัวของเด็ก
ระดับที่ 2
แนวทางการรักษาให้ใช้ยา 2 ชนิดร่วมกัน เป็นเวลา 5 วันดังนี้
ยาชนิดที่ 1 แบ่งเป็น 2 ระดับ
- ถ้าอายุน้อยกว่า 3 ปี ให้ใช้ Darunavir/ritonavir
- ถ้าอายุมากกว่า 3 ปี ให้ใช้ Lopinavir/ritonavir
ยาชนิดที่ 2 Azithromycin
ระดับที่ 3
แนวทางการใช้ยารวมถึงระยะเวลาให้ยาเหมือนระดับ 2 และเพิ่มยาตัวที่ 4 Favipiravir ร่วมด้วยเป็นระยะเวลา 10 วันเป็นอย่างน้อย
สรุป
แนวทางการใช้ยารักษาโรคติดเชื้อไวรัส COVID-19ในปัจจุบันยังไม่มีสูตรยาแน่นอน หลักการคือปรับยารักษาตามอาการของผู้ป่วยแต่มีการใช้ยาต้านไวรัสเป็นหลักร่วมกับยาปฏิชีวนะ โดยขึ้นอยู่กับว่าสายพันธุ์ของไวรัสชนิดนั้นไวต่อการถูกกำจัดด้วยยาตัวใดมากที่สุดมีประสิทธิภาพดีที่สุดภายใต้เงื่อนไขความปลอดภัยในการใช้มากที่สุดด้วย






การบริบาลทางเภสัชกรรม (Pharmaceutical care)
การบริบาลทางเภสัชกรรม หมายถึง ความรับผิดชอบของเภสัชกรโดยตรงที่มีต่อการใช้ยาของผู้ป่วย เพื่อให้ได้ผลการรักษาที่ถูกต้องตามที่ต้องการและเพิ่มคุณภาพชีวิตผู้ป่วย ผลการรักษาที่ถูกต้องคือ
โดยเภสัชกรจะปฏิบัติงานร่วมกับบุคคลากรทางการแพทย์ทางสาธาณสุขอื่นๆ เรียกว่า ทีมสหสาขาวิชาชีพและมีหน้าที่หลักในการค้นหา แก้ไข และป้องกันปัญหาที่เกิดจากการใช้ยา ตลอดจนติดตามประเมินผลที่เกิดขึ้นจากการรักษาด้วยยา เพื่อให้เกิดระบบยาที่มีคุณภาพและปลอดภัยสูงสุด
สินค้าแนะนำ
ฟลอแรคโต (หนัก 20 กรัม)
แคร์ โลชั่น (หนัก 80 กรัม)
ฟรอส พิค (หนัก 40 กรัม)
คอมบิฟ เออาร์ (หนัก 20 กรัม)
อุลตราคาร์บอน (1 แผง หนัก 5 กรัม)
หน้ากากPM2.5 (หนัก 20 กรัม)
ไวต้าลอเซนจ์ (หนัก 40 กรัม)
ฟิกซูโมลใสกันน้ำ (หนัก 60 กรัม)
พอกหน้า นีม (หนัก 150 กรัม)
ไบโอซิงค์ (หนัก 150 กรัม)
แผนที่ที่ตั้งร้าน
ร้านยาของเรา
วิวหน้าร้าน
วิวภายในร้าน
วิวภายในร้าน
วิวภายในร้าน
เภสัชกรเหลียน
พนักงานผู้ช่วยนูรีดา
พนักงานผู้ช่วยจัส
แม่บ้านอารีย์
พันธมิตรของเรา
บริษัทยาที่เป็นพันธมิตรสนับสนุนเรา